Auckland_er : 037

posted on 26 Jun 2011 16:14 by patzh  in Auckland-er
 
20 พฤษภาคม 2554
 
 
"อะ ฮาร์ด เดย์ ไนท์"
 
 
คงเป็นเพลงที่เหมาะสมที่สุดกับวันนี้ วันที่ต้องใช้พลังในการใช้ชีวิตอย่างสูงเพื่อไปทำกินกรรมแต่ละอย่างที่ต้องใช้พลังงานอย่างสูงแม้ว่าจะไม่ใช่การใช้พลังงานอย่างสมองในการตัดสินใจคิดหรือเรียนอะไรก็ตามแต่ แต่การที่ต้องใช้พลังงานร่างกายในการทำอะไรต่างๆมันก็ไม่ง่ายเลยที่จะทำให้มันตื่นตัวตลอดจนถึงราตรีอันยาวนาน
 
 
ผมตื่นเช้ามาเรียนตามปกติวันศุกร์ตอนเช้าคือวันที่จะมีการสอบย่อยในแต่ละอาทิตย์ การที่ต้องใช้สมองในการทำข้อสอบมันก็จัดว่าเหนื่อยหนักมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ดีหลังจากสอบเสร็จวันนี้จะได้ไปบาร์บีคิวทริปกับทางโรงเรียนครั้งแรกตั้งแต่มาที่นี่ (การไปบาร์บีคิวทริปแต่ละครังมีความน่าสนใจแตกต่างกันออกไป คราวนี้เราจะไปยังดาเวนพอร์ท ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนักจากใจกลางเมืองโอ๊กแลนด์
 
 
เรานั่งรถบัสออกเดินทางจากหน้าโรงเรียนไปยังดาเวนพอร์ทประมาณครึ่งชั่วโมง โดยที่มีเจเรมี ลิซซี่ และแซคเป็นอาจารย์ที่คอยไปดูแลนักเรียนป่วยๆทั้งหลาย
 
 
วินาทีแรกที่มาถึงดาเวนพอร์ทผิดหวังเล็กน้อยเพราะมาปาร์ตี้บาร์บีคิวเตะบอลกันที่สนามกีฬาข้างๆกับเทือกเขาที่ดูไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่อย่างไรก็ดีได้เตะฟุตบอลกับหญ้าจริงแล้วรู้สึกดีแปลกๆโดยที่มีคนเล่นฟุตบอลเยอะมากอารมณ์เหมือนทีมสโมษรต่างประเทศที่เต็มไปด้วยนักกีฬาจากบราซิล ตะวันออกกลาง เอเซียตะวันออก และอาเซีย โดยที่มีเจเรมีเป็นตัวแทนฝั่งโอเซเนียซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะมาเล่นฟุตบอลกันอย่างบ้าคลั่งตามสภาพ อีกด้านหนึ่งลิซซี่และแซ็คก็เตรียมอาหารสำหรับบาร์บีคิวกันอย่างจริงจังและตั้งใจมากๆ โดยที่มีวอนเป็นอาสาสมัครและคนอื่นๆอีกนิดหน่อย
 
 
หลังจากเตะบอลกันอย่างบ้าคลั่งพวกเราทั้งหลายก็มาจัดการกับปาร์ตี้บาร์บีคิวของโรงเรียนซึ่งเต็มไปด้วยเนื้อย่าง ไส้กรอกและอื่นๆร่วมด้วยขนมปัง ผักเครื่องเคียง ในแบบที่ใครดีใครได้ ใครเร็วก็อิ่ม เพราะคนทำนั้นทำกันแทบไม่เพียงพอกับคนรอกันเลยทีเดียว เราใช้เวลาในการจัดการกับบาร์บีคิวไม่นานนักก่อนที่จะเตรียมตัวขึ้นไปยังยอดเขาของทางฝั่งดาเวนพอร์ท สารภาพว่าจำชื่อภูเขาลูกนั้นไม่ได้ แต่ไม่ใช่ปัญหาเพราะหลังจากที่เราได้เดินขึ้นไปบนเขาลูกนั้นแล้วสิ่งที่ตะขิดตะขวงใจนั้นมันก็หายไป เพราะบรรยากาศนั้นดีมากๆ ท้องฟ้าสีครามและเมฆสีขาวลอยคว้างบนท้องฟ้า อากาศที่กำลังดีไม่ร้อนไปไม่เย็นไป ทำให้เรานั้นรู้สึกมีความสุขกับการเดินขึ้นมาชมวิวที่นี่
 
 
ในขณะที่ทุกคนกำลังมีความสุขกับการถ่ายรูปคนในพิ้นที่กว้างๆบริเวณเชิงเขา ผม วอน ลิซซี่ เมยา คาเอะ รวมไปถึงคริสเตียนนี่และคริสเตียนน่า น่าจะเป็นคนไม่กี่กลุ่มที่เดินขึ้นไปบนจุดสูงสุดของภูเขาลูกนี้ การเดินขึ้นไปแล้วมองเห็นเมืองโอ๊กแลนด์ไกลๆโดยที่ไม่มีอะไรขวางกันนอกจากน้ำและฟ้ามันช่างเป็นภาพที่สวยงามหมดจดโดยแท้ หลังจากนั้นเราก็เริ่มสำรวจพื้นที่โดยรอบที่เหมือนกับมีป้อมปราการอยู่ รวมไปถึงอุโมงต่างๆที่ทำเอาไว้ในสงคราม และถ่ายรูปเล่นกันอย่างมีความสุข กับท้องฟ้าแสนงดงาม ก่อนที่จะต้องลงมาจากบริเวณเขาและนั่งรถกลับมายังตัวเมืองโอ๊กแลนด์เพื่อที่จะแยกย้ายกลับบ้านกันอีกครั้ง
 
 
เราเดินทางกลับมาถึงโรงเรียนตอนบ่ายแก่ๆ หลังจากนั้นผมก็ต้องเดินไปซื้อของกินที่เค้าท์ดาว์นซุเปอร์มาร์เก็ตสุดเก๋บริเวณบีชโร้ด การเดินทางไกลหลังจากที่เดินขึ้นเขาลงเขาแล้วต้องมาเดินไปซื้อของอีกนี่มันไม่ใช่เรื่องงานเลยแม้แต่น้อย แต่อย่างไรก็ดีก็ได้ของกลับมาทำอาหารเย็นกินก่อนที่จะต้องออกจากบ้านเพื่อที่จะไปดูรักบี้ในศึกซูเปอร์รักบี้ลีก ที่จะฟากแข้งกันที่อีเดนปาร์คบริเวณใกล้ๆกับคิงส์แลนด์ ซึ่งผมได้นัดต้นหยาบเอาไว้ว่าจะไปดูรักบี้ด้วยกัน
 
 
เกมส์วันนี้เป็นการเปิดบ้านของโอ๊กแลนด์บลูส์ทีมจากนิวซีแลนด์แท้ๆพบกับทีมสตรอมเมอร์ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลจากแอฟริกาใต้ ซึ่งดูจากตารางคะแนนถือว่าใกล้เคียงสูสีกันมากบลูสอยู่อันดับที่สองของตาราง ส่วนสตรอมเมอร์อยู่อันดับที่สาม ทั้งสองทีมต้องการชัยชนะเพื่อการันตีการเข้าไปเล่นยังรอบเพลย์ออฟต่อไป
 
 
เกมส์นี้เริ่มแข็งเวลาประมาณทุ่มสี่สิบห้า ผมอกจากห้องของผมเพื่อเดินเท้าไปยังสนามประมาณหกโมงเย็นด้วยความที่ไม่ชำนาญเส้นทางทำให้หลงทางไปไกลมาก จนต้องนั่งรถไฟมายังสถานีคิงส์แลนด์ การนั่งรถไฟเพราะหลงรอบนี้เป็นการนั่งรถไฟครั้งแรกของผมตั้งแต่มายังโอ๊กแลนด์อีกด้วยน่าตื่นเต้นที่สุด
 
 
บรรยากาศในรถไฟก็ดูคึกคักมากๆ เต็มไปด้วยแฟนรักบี้ของทั้งสองทีมมากันอย่างเนืองแน่น ถนนหน้าสนามรักบี้ต้องปิดทำการเพื่อให้เหล่าแฟนรักบี้นั้นเดินเข้ามายังสนามได้โดยง่าย ผมส่งเมสเสจไปหาต้นหมายหลายคัร้งมันก็ไม่ตอบสนองอะไรกลับมา ผมเริ่มเอะใจว่าจะไปถึงกี่โมงและจะไปเจอมันได้ยังไง สุดท้ายผมก็โทรไปหามันและนัดแนะกันอย่างดีว่าเด๊่ยวเจอกันที่ช่องขายตั๋ว
 
 
โอ้คุณพระ! ช่องขายตัวมีประมาณเจ็ดแปดที่เห็นจะได้ มีขายอยู่ทุกๆเกททางเข้าระหว่างที่กำลังงงกับการนัดแนะก็ได้เจอกับคาเอะและเพื่อๆของคาเอะซึ่งมาดูรักบี้เหมือนกันหลังจากแยกย้ายจากคะเอะก็โทรไปหาต้นอีกครั้งคราวนี้ได้มีการระบุที่หมายอย่างชััดเจนว่าจะไปเจอกันที่ไหน
 
 
หลังจากเจอกันซื้อตั๋วเสร็จเรียบร้อยก็เป็นหน้าที่ของการตามหาที่นั่งและหาซื้อของกินก่อนที่จะเข้ามาสู่เกมส์ เกมส์นี้ในฐานะคนที่ไม่ใคร่ในการดูรักบี้เท่าที่ควรและรู้อะไรเกี่ยวกับมันน้อยมากมองว่าครึ่งแรกเป็นเกมส์ของบลูส์เข้าบ้านที่ทำเกมส์ได้ดีกว่าและออกนำได้ไปมากโขอยู่ ส่วนสตรอมเมอร์ใช่ว่าไม่ดี แต่เหมือนกับมีอาการตื่นๆสนาม อาจจะเพราะว่าสภาพอากาศที่อยู่ดีดีฝนก็ตกลงมาช่วงครึ่งทางของครึ่งรกด้วย ทำให้สนามลื่น การเตะนู้นนี่ก็พลาดกันได้ง่ายๆ
 
 
กลับมาในครึ่งหลังเกมส์ระอุทะลุองศาเดือด มีการปะทะกันรุนแรงถึงกับเลือกตกยางออก มีการกระทบกระทั่งฟาดปากกันในสนาม อีกทั้งคะแนนของสตรอมเมอร์ตามบลูส์เหลือเพียงแค่หกคะแนนเท่านั้นในช่วงไม่กี่อึกใจสุดท้าย เกมส์นี้จะไม่น่าพูดถึงเลยถ้าหากว่าเกมส์จบลงที่บลูสชนะสบายๆใสๆและพาตัวเองไปยังรอบเพลย์ออฟแบบชิลๆ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น สตรอมเมอร์มาได้ไทร์ในแทบจะเป็นวินาทีสุดท้ายของการแข่งขัน คะแนนตามเหลือเพียงแต้มเดียวขึ้นอยู่กับว่าการเตะเปลี่ยนนั่นจะเข้าหรือไม่ ถ้าเข้าบลูส์แทบจะแพ้ในการแข่งขันไปเลย ส่วนถ้าสตอร์มเมอร์พลาดก็แพ้เลยเช่นกัน
 
 
สตอร์เมอร์ไม่พลาด เตะเปลี่ยนเข้าไปพลิกแซงบลูส์ในวินาทีสุดท้าย แม้ว่าจะไม่ใช่แฟนรักบี้แต่ผมมั่นใจมากๆว่าเกมส์นี้เป็นเกมส์ที่ดีและน่าจดจำ และในขณะที่ผมกำลังเดินออกจากสนามที่มีคนแออัดจำนวนมาก ก็มีคุณลุกแก่ๆคนนึงเดินเข้ามาทักและพูดประมาณว่า "นี่คือเกมส์รักบี้ของแท้เลยเชียวหละ"
 
 
ฝนยังคงตกปรอยๆในระหว่างที่เดินทางกลับห้องพัก ต้นแยกกลับเข้าบ้านของตัวเองที่อยู่ใกล้กับสนามมากๆ ผมเดินตากฝนไปอีกราวๆสี่ถึงห้ากิโลเมตร ในระหว่างทางที่เดินนั้น คำพูดของคุณลุงคนนั้นก้องดังอยู่ในหัว
 
 
มันอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะได้มาเจออะไรที่เป็นของจริงแบบนี้ แต่ของแบบนี้มันก็คงต้องลองถึงจะรู้ซินะว่ามันดีหรือไม่ดีอย่างไร เหมือนกับดาเวอร์พอร์ท เหมือนกับรักบี้ ถ้าเราตัดสินแค่ภายนอกมันก็คงจะเป็นอะไรที่น่าเบื่อและข้ามมันไป เพียงแค่ลองเอาตัวเองเข้ามาสัมผัสเราก็จะได้ประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน
 
 
 
 
 
 
 
(ดูแผนที่ดาร์เวนพอร์ทได้ที่ข้างล่างนี้นะครับ)

Auckland_er : 036

posted on 19 Jun 2011 15:06 by patzh  in Auckland-er

 

13 พฤษภาคม 2554

 

 

 

 

 

ในวันที่อากาศสดใสที่หลายๆคนบอกว่าอีกไม่กี่สัปดาห์จะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวเต็มตัว (ซึ่งเอากันจริงๆแค่นี้มันก็เริ่มหนาวแล้วนะ) ชีวิตมันก็พอเริ่มที่จะรู้ตัวว่ามันจะอย่ขึ้นเรื่อยๆตามจังหวะที่มันควรจะเป็น ตั้งแต่การอัพเลเวลขึ้นมาเรื่อยๆ คะแนนที่ถูกเก็บสะสมมามันก็น้อยลงเรื่อยๆเรื่อยๆ แต่เอาเข้าจริงชีวิตที่ใช้อยู่ทุกวันนี้มันก็ไม่ค่อยได้ใช้อะไรที่อยูในข้อสอบพวกนั้นหรือว่าเราคิดไปเองวะ!!

 

 

 

ที่จริงแกรมม่ามันก็สำคัญในการใช้ชีวิตในการสื่อสารภาษาอังกฤษออกมาให้กับคนอื่นๆได้รับรู้รับฟังว่าจะเป็นยังไงต่อไป แต่เอาเข้าจริงสุดท้ายแล้วมันก็คงต้องใช้อะไรก็ตามแต่ในการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการใช้มือ การเขียน การชี้ในการช่วยในการสื่อสารให้ครบถ้วยถูกต้องแม่นย้ำ ในเวลาที่เราโง่เป็นควายและคุยกับใครไม่รู้เรื่อง

 

 

 

ช่วงบ่ายกิจกรรมของโรงเรียนเป็นครั้งแรกตั้งแต่อยู่มาที่ทางโรงเรียนพาไปยัง "Kelly Tarlton's Underwater World" ซึ่งตั้งอยู่บริเวณก่อนถึงมิชชั่นเบย์ซึ่งสมัยตอนที่อยู่กับป้าคาเรนนั้นผ่านมันทุกวันแต่ไม่มีโอกาสที่จะเข้าไป ยังที่แห่งนี้นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ไปเยือนอย่างจริงจังและเป็นทางการเสียที

 

 

 

คณะทัวร์ของเราประกอบด้วยลิซซี่ชาวอังกฤษที่ดูมึนและงงตลอดเวลาเป็นคนนำทัวร์ แป้งน้องคนไทยที่พึ่งมาใหม่ อาเม็ดหนุ่มน้อยตัวใหญ่จากซาอุดิอาราเบีย แองเจลิน่าและเจสันจากจีนแผ่นดินใหญ่ รวมไปถึงสาวเกาหลี ซูกิ และคาเอะสาวญี่ปุ่น รวมทั้งตัวผมด้วย ทั้งหมดเจ็ดคน

 

 

 

เราเดินทางโดยรถบัสไปยังเคลลี่ ทราวทันใช่เวลาไม่นานมาก เราก็ไปถึงและด่านแรกที่เราเข้าไปเห็นนั้นคือเพนกวิน น่าตื่นเต้นมากเพนกวินตัวเป็นๆจำนวนมหาศาลอยู่ในห้องกระจนและมีภาพถ่ายออกมา เป็น CCTV เหมือนกับแพนด้าแชลแนลบ้านเรา และยังมีอะไรต่ออะไรมากมายเกี่ยวกับขั้วโลกเหนือ หลังจากนั้นเราก็ไปยังฐานให้ความรุ็เรื่องกับการใช้ชีวิตในเรือสำรวจที่เดิน ทางไปยังขั้วโลกใต้ รวมไปถึงเรื่องราวของเพนกวินแต่ละสายพันธุ์ นอกจากนั้นยังมีรถพาเราเข้าไปในกรงของเพนกวินได้ เห้นเพนกวินในระยะประชิดตัวมาก น่าตื่นเต้นการได้เห้นพุงขาวๆของเพนกวินพุ่งด้วยความเร็วอยู่ใต้น้ำมันเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อและน่าจดจำที่สุดสำหรับแฟนคลับเพนกวิน ><

 

 

 

มีที่สำหรับเด็กๆได้เรียนรู้กลไกการเคลื่อนไหวของสัตว์น้ำต่างๆ อีกทั้งมีเกมส์และเครื่องแต่งกายมากมายให้ใส่ถ่ายรูปกลับไปเป็นที่ระลึก ซึ่งดูและลิซซีและสาวๆดูจะมีความสุขในการใส่ชุดพวกนั้นแล้วเล่นของเล่นเด็กกันเหลือเกิน ฮา ฮ่า

 

 

 

หลังจากนั้นก็พาไปยังด่าน ของปลากระเบนและอุโมงขนาดยักษ์ที่รวบรวมสัตว์น้ำนานาชนิตรวมไปถึงปลาฉลาม จำนวนมากในอุโมงค์ยักษ์สมกับเป็นอันเดอร์วอเตอร์เวิล์ดของแท้ ที่อาจจะเป็นภาพสะท้อนหรือบางทีอาจจะเป็นภาพเดียวกับที่เคลลี่ ทราวทันได้เห็นก่อนที่เขานั้นจะเสียชีวิตลงไป

 

 

 

ชีวิตคนเรามักจะไม่ย่ำอยู่กับที่ ชีวิตคือการออกเดินทางและค้นหาคำตอบอะไรบางอย่าง ซึ่งหลายๆคนที่ออกเดินตามหาคำตอบเหล่านั้นมักจะไม่ได้คำตอบอะไรกลับมา แต่สิ่งที่เขาได้กลับมาคือประสบการณ์คือสิ่งที่บอกว่าชีวิตของแต่ละคนนั้น คืออะไร ซึ่งคำถามเหล่านี้ของแต่ละคนมันไม่มีทางที่จะเหมือนกันหรอก รวมไปถึงคำตอบเหล่านั้นมันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นคำตอบเดียวกันเสมอไป

 

 

 

เคลลี่ ทราวทัน เป็นนักสำรวจ นักโบราณคดีทางน้ำที่ใช้เวลาทั้งชีวิตในการสำรวจแสวงหาคำตอบอะไรบางอย่างใน ชีวิตของเขา จนมาถึงวันหนึ่งเขาได้หยุดคิดและนั่งมองสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ว่ามันคงจะ เป็นเรื่องที่ดีนะถ้าหากว่าจะถ่ายทอดสิ่งที่เขานั้นได้ไปสำรวจ ได้ไปเห็นให้กับคนอื่นๆที่ไม่มีโอกาสได้เห็นแบบเขาได้มีประสบการณ์ร่วมกัน เขาจึงได้สร้างพิพิธพัณฑ์สัตวน้ำขึ้นมาบริเวณใกล้เคียงกับอ่าวโอตาฮุ และทำให้เป็นสถานที่เรียนรู้สิ่งต่างๆทางน้ำที่เขาได้ไปสัมผัสมา

 

 

 

เคลลี่ ทราวทันเสียชีวิตในปี 1985 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่พิพิธพัฒฑ์สัตว์น้ำของเขานั้นเปิดให้บริการแต่สิ่งที่เขาได้เห็นและได้เรียนรู้นั้นถูกส่งผ่านไปยังรุ่นต่อรุ่นด้วยพิพิธพัฒฑ์ของเขา

 

 

 

 

 
 
 
 
(ดูแผนที่เคลลี่ ทราวทันได้ข่างล่างนี้นะครับ)

Auckland_er : 035

posted on 12 Jun 2011 15:34 by patzh  in Auckland-er
 
12 พฤษภาคม 2554
 
 
 
ด้วยความที่เป็นโรงเรียนสหประชาชาติที่เต็มไปด้วยคนเกาหลี, จีน, บราซิล, ไทย และ อื่นๆ ทำให้มีเรื่องของความแตกต่างในเรื่องของวัฒนธรรมมากมายหละหนึ่งในนั้นคือ 'อาหาร'
 
 
เทศกาลอาหารนานาชาติที่โรงเรียนจัดคือการให้นักเรียนเอาอาหารที่เป็นตัวแทนชาติมาโชว์มาแลกเปลี่ยนกันกินในช่วงบ่ายของการเรียนซึ่งมันก็ดูเป็นเรื่องดีที่เต็มไปด้วยการแนะนำและการนำเสนออาหารต่างๆของไทยมากมายให้รู้สึกว่ามีอะไรน่าสนใจมากขึ้นในโลกใบนี้
 
 
แต่เอาเข้าจริงผมก็แทบจะไมได้กินอะไรเลยนอกจากเค้กที่เป็นเค้กผลไม้ที่เป็นของนิวซีแลนด์ (ซึ่งตบตีกับออสเตรเลียในการแสดงความเป็นเจ้าของ) มันก็อร่อยดี อร่อยกว่าที่คิดมาก นอกนั้นก็แทบจะไม่ได้กินอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันเลยด้วยซ้ำ แต่มันจบด้วยการพูดคุยและสังเกตุที่มาของอาหารเหล่านั้นตอนที่แนะนำอาหารต่างๆเหล่านั้นมากกว่า
 
 
ที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรที่เราจะต้องเรียนรู้เรื่องของอาหารการกินอะไรพวกนี้หรอกครับถ้าเรายังอยู่ในเมืองไทยเมืองแห่งน้ำที่มีปลาและนาที่มีข้าวบ้างเป็นบางฤดู แต่อาหารพวกนี้คือการเรียนรู้ในเรื่องของประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ในการดำรงชีวิตอย่างแท้จริง
 
 
เราอาจจะเรียนรู้ในหนังสือกันจนลืมมองสิ่งที่สำคัญของโลกนี้ไปจนหมด ความจริงด้านเดียวที่สะท้อนผ่านกระดาษ ความรู้เพียงด้านเดียวที่มาจากความคิดเห็นของใครบ้างคนที่ชี้นำความเชื่อของเป็นเป็นแสนเป็นล้าน มันน่าเศร้านะครับถ้าหากว่าเราจะยังคงเชื่อที่โดยที่เราไม่ออกไปหาอะไรที่เป็นความรู้ในแบบปฐมภูมิ
 
 
ชีวิตมันก็คงต้องใช้กันอีกซักพักใหญ่ๆหละครับ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่ามันจะสิ้นสุดตรงไหน แต่ถ้าเราเลิกที่จะเรียนรุ็ในการดำรงชีวิตเมื่อไหร่ชีวิตมันก็คงไม่มีความหมายอะไรให้ใช้ต่อไปหรอกครับ
 
 
 

Auckland_er : 034

posted on 12 Jun 2011 13:25 by patzh  in Auckland-er
 
9 พฤษภาคม 2554
 
 
 
การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญ ฉลาดอย่างเดียวไม่พอต้องสื่อสารออกมาให้ได้ด้วย
 
 
หลังจากที่เลื่อนคลาสมาได้ซักพักแอรดรูว์ การ์เวนอาจารย์ที่เคยสอนในคลาสพรี-อินเตอร์มีเดียก็ได้มีการยื่นข้อเสนอว่าให้ลองมาเรียนคลาสโพรนาวซิเอชั่นมั้ย (คลาสนี้คือคลาสเรียนออกเสียงอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ) ด้วยการพูดึงเหตุและผลว่าทำไมถึงควรจะมาเรียนในคลาสนี้เพื่ออะไรแล้วยังไงต่อไป และพอไปเรียนคาบของลิซซี่ ลิซซี่ก็ยังแนะนำว่าให้มาเรียนคลาสโพนาวซิเอชั่นอีก จนสุดท้ายผมก็ตอบตกลงว่ามาเรียนก็ได้
 
 
การเรียนคอร์สโพรนาวมันก็ไม่ใช่อะไรที่ดูยิ่งใหญ่หรือยากเย็นหรอกครับ เพียงแต่เป้นการฝึกออกเสียงแล้วรู้จักสิ่งที่เรียกว่า โพเนมิค (phonemic) หรือไอ้สัญลักษณ์แปลกๆที่มันชอบโผล่มาในหนังสือเรียนภาษาอังกฤษแต่ไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไรนั่นแหละครับ
 
 
เรียนเพลินๆก็แค่ลองอ่านออกเสียงแล้วลองใช้เสียงตามหลักของตารางโพเนมิคว่ามันควรจะเป็นยังไงแต่สุดท้ายก็สารภาพว่าจำแม่งไม่ได้หรอกยากเกินไปหน่อย แต่การเรียนพวกนี้ถือว่าเป็นประสบการณ์เพราะทำให้เชื่ออย่างนึงว่าเราถูกสอนภาษาอังกฤษโดยอาจารย์โง่ๆมาโดยตลอด มันจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ทำไมเด็กไทยถึงเก่งแกรมม่าขั้นเทพแต่ว่าไปอยู่เมืองนอกแล้วสื่อสารไม่ได้ เพราะว่ามันไม่ได้ถูกสร้างรากฐานการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่ถูกต้องมาตั้งแต่วัยเยาว์ ฉะนั้นถ้าใครจะเปลี่ยนหลักสูตรภาษาอังกฤษ หรือเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษามันไม่ใช่แค่เปลี่ยนตอนเอนทรานซ์ แต่มันควรจะเปลี่ยนกันตั้งแต่อนุบาลถึงจะถูก
 
 
และทำให้รู้อีกอย่างหนึ่งคือกาเรียนรู้ที่สำคัญมันคือการใช้จริงไม่ใช่ท่องจำแบบที่ครูชาวไทยนิยมกัน
 
 
รู้ตัวอีกทีรู้สึกอยากเป็นครูเหมือนกันแฮะ!